วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

การสร้างเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม Macromedia Dreamweaver 8


การสร้างเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม Macromedia Dreamweaver 8



             Macromedia Dreamweaver 8  เป็นอีกโปรแกรมหนึ่ง ที่มีการออกแบบ มาเพื่อที่จะใช้ในการจัดการกับเอกสารที่ใช้สำหรับ การสร้างเว็บเพจ  ซึ่งในสมัยก่อนหากจะมี การสร้างเว็บเพจ ขึ้นแต่ละเว็บเพจนั้น ต้องให้ผู้ที่มีความรู้ในภาษา HTML มาเขียนรหัสคำสั่ง (Code) ให้ แต่ในปัจจุบัน โปรแกรม Macromedia Dreamweaver 8  สามารถที่จะสร้างรหัสคำสั่งให้กับผู้ใช้โดยอัตโนมัติซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านของภาษา HTMLเนื่องจากโปรแกรม Macromedia Dreamweaver 8 นั้นจะมีลักษณะ การทำงานที่คล้ายๆ กับโปรแกรมพิมพ์เอกสารที่เราเคยใช้และรู้จักกันดี ซึ่งจะมีเครื่องมือและแถบคำสั่งให้เราเลือกใช้ได้ เหมือนกับ Word Processor  จึงช่วยให้สามารถเว็บเพจด้วยความสะดวก และรวดเร็ว

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รูปกิจกรรม



VideoStudio Pro X3 - Movie Templates




ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=kYq6x7Y9L2o&feature=related

Chroma key effect with Ulead (Corel) VideoStudio 11 Plus





ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=YK1sXHyZF84

การใช้งาน Microsoft Word 2007

ทำความรู้จัก Microsoft Word 2007

โปรแกรมสำหรับพิมพ์งานเอกสารที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกตัวหนึ่ง จากบริษัท Microsoft ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตโปรแกรมต่างๆ มากมาย อาจสืบเนื่องมาจากความนิยมในการใช้งานโปรแกรม Windows ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่เราใช้งานกันในทุกๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ (เกือบทั้งโลก) ดังนั้นจึงทำให้ Microsoft Word เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่เราใช้งานกันอยู่เป็นมาตราฐานเช่นเดียวกัน

Microsoft Word เป็นหนึ่งโปรแกรมของโปรแกรม Suite (รวมมิตร) ซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมหลักๆ คือ




  • Microsoft Word - งานเอกสาร
  • Microsoft Excel - งานตาราง คำนวณ
  • Microsoft PowerPoint - งานนำเสนอข้อมูล
  • Microsoft Access - งานระบบฐานข้อมูล
การทำงานของทุกๆ โปรแกรมในตระกูล Microsoft Office สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างง่ายดาย ทำให้เรานิยมซื้อและใช้งานโปรแกรมทั้งหมดในตระกูล Microsoft Office

หน้าตาใหม่ของ Microsoft Word 2007



เดิมการพัฒนาของ Microsoft ที่เกี่ยวเนื่องกับ Microsoft Office จะไม่มีความแตกต่างมากนัก โดยมักเน้นพัฒนาในเรื่องของความสามารถ (Features) ของโปรแกรมให้มากขึ้น ใช้งานสะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก แต่ต่อมา นับตั้งแต่ Microsoft Office 2007 พัฒนาขึ้นมา และเริ่มใช้งาน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะหน้าตาและไอคอนต่างๆ ที่เราใช้งานกัน เปลี่ยนหมด !

เรื่องน่ารู้ของ Microsoft Office 2007

  1. เมนูและไอคอน หาย เปลี่ยนเป็น Ribbon แทน
  2. ไฟล์ที่บันทึก (Save) เดิมมีนามสกุล .DOC ของใหม่เปลี่ยนเป็น .DOCX
  3. การปรับแต่งโปรแกรมจากเมนู Options ถูกย้ายมาสู่ Office Button แล้ว ให้คลิกเลือก จะอยู่มุมขวาล่าง "Word Options"
  4. เราสามารถปรับเปลี่ยนการบันทึกไฟล์จาก .DOCX เป็น .DOC ได้ เพื่อแก้ปัญหาคนอื่น ไม่สามารถเปิดดูได้โดยการเข้าไปที่ "Word Options" เลือกหัวข้อ "Save" จากนั้น ให้เลือก "Save files in this format" ให้เลือกเป็น "Word 97-2003 Document"
  5. ถ้าต้องการบันทึก ให้คลิกไอคอนวงกลมด้านบนซ้ายสุด (Office Button) จะมีเมนูให้เลือก Save

 ที่มา  http://www.it-guides.com/index.php/training-a-tutorial/office-tutorial/95--microsoft-word-2007

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ความหมายของคอมพิวเฅอร์ช่วยสอน

             คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (computer assisted instruction) ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ มากมายเช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคือบทเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนที่ถูกจัด กระทำไว้อย่างเป็นระบบมีแบบแผน โดยใช้คอมพิวเตอร์นำเสนอและจัดการเพื่อให้ ผู้เรียนได้ใช้งานตามความสามารถของตนเองโดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะความรู้หรือมีประสบการณ์ในการใช้คอมพิวเตอร์มากก่อน (มนต์ชัย เทียนทอง, 2545, หน้า 3)
             คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาเพื่อนำมาใช้ใน การเรียนการสอน โดยมีทั้งใช้เป็นสื่อเสริมการสอนที่มีการใช้สื่ออื่น ๆ เป็นกิจกรรมหลัก อยู่แล้วเช่น การใช้เสริมการสอนของครูที่บรรยายในห้องเรียนปกติเป็นต้น หรือการใช้เป็นสื่อหลักในการเรียนการสอนเช่น การใช้เป็นสื่อการและอบรมต่าง ๆ ในลักษณะของการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นการเสริมหรือทดแทนการเรียนการสอนของครูเป็นต้น (สุรเชษฐ์ เวชชพิทักษ์, 2546, หน้า 1)
             สรุปได้ว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง สื่อที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการนำเสนอบทเรียนที่ได้มีการจัดลำดับเนื้อหาและวิธีการนำเสนออย่างเป็นระบบแก่ผู้เรียน โดยผู้เรียนจะมีการโต้ตอบโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ในระหว่างการเรียนได้

รูปแบบของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

             สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีการนำเสนอได้หลายรูปแบบด้วยกัน ได้มีการแบ่งรูปแบบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสอนและการเรียนรู้ของผู้เรียน แบ่งออกได้หลายรูปแบบเช่น (สุรเชษฐ์ เวชชพิทักษ์, 2546, หน้า 3-8)           
             1. รูปแบบการสอนเนื้อหา (tutorial) บทเรียนในแบบการสอนแบบนี้จะคล้ายกับการเรียนการสอนให้ห้องเรียน จะมีการให้ข้อมูลพื้นฐานก่อนโดยแบบเนื้อหาความรู้เป็นเนื้อหาย่อย ๆ มีการทบทวนความรู้เดิม หรือให้ความรู้เพิ่มเติมก่อนที่จะเสนอเนื้อหาใหม่ แก่ผู้เรียนในรูปแบบของข้อความ ภาพเสียง หรือทุกรูปแบบรวมกัน แล้วให้ผู้เรียนตอบ คำถาม เมื่อถูก แล้วจึงจะสามารถเข้าสู่บทเรียนต่อไป
             2. รูปแบบแบบฝึกหัด (drill) บทเรียนแบบฝึกหัดเป็นแบบที่ไม่มีการสอนเนื้อหาความรู้แก่ ผู้เรียนก่อน แต่จะมีการให้คำถามหรือปัญหาที่ได้มีการรวบรวมหรือตั้งโจทย์ไว้ก่อนแล้วแก่ผู้เรียน ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แบบปรนัยหลายตัวเลือก แบบจับคู่ แบบถูก-ผิดเป็นด้น ถ้าตอบถูกก็จะได้คำถามใหม่จนกว่าจะได้ผลการตอบในระดับที่น่าพอใจ ดังนั้นผู้ฝึกหัด จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ มาก่อนในระดับที่ดีอยู่แล้วนิยมใช้กับวิชาเช่น คณิตศาสตร์ภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์การเรียนคำศัพท์และการแปลภาษา เป็นต้น
             3. รูปแบบสถานการณ์จำลอง (simulation) เป็นการสร้างกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับ ความเป็นจริงมาให้ผู้เรียนได้ศึกษา โดยให้เห็นภาพได้แก่ทักษะและการเรียนรู้ได้โดยไม่ ต้องเสี่ยงภัยหรือเสียค่าใช้จ่ายมากนัก โดยรูปแบบจะประกอบไปด้วย การเสนอความรู้ ข้อมูล การแนะนำผู้เรียนเกี่ยวกับทักษะการแก่ปฏิบัติเพื่อเพิ่มพูนความชำนาญ โดยอาจจะใช้เป็นโปรแกรมย่อย ๆ แทรกอยู่ในลักษณะโปรแกรมสาธิต (demonstration) หรือโปรแกรมทดสอบโดยการสร้างสถานการณ์จำลอง
             4. รูปแบบเกมการสอน (game) เป็นการกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความอยากเรียนรู้ได้โดยง่าย สามารถใช้เกมในการสอนและเป็นสื่อที่จะให้ความรู้แก่ผู้เรียนได้เช่นกัน ในเรื่องของกฎเกณฑ์ แบบแผนของระบบ กระบวนการ ทัศนคติตลอดจนทักษะต่าง ๆ และยังเป็นการเพิ่มบรรยากาศในการเรียนรู้ได้ดีขึ้น เพราะผู้เรียนจะด้องตื่นตัวอยู่เสมอ
             5. รูปแบบการทดสอบ (test) มิใช่เป็นการใช้เพียงเพื่อปรับปรุงคุณภาพของแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ของผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้สอนมีความรู้สึกเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการทดสอบได้อีกด้วย เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถให้เรา สร้างแบบทดสอบที่มีปฎิสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้เรียนได้ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนุกและน่าสนใจมากกว่า เป็นต้น
             สรุปได้ว่าประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทั้งหลายรูปแบบ ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น ซึ่งแต่ละประเภทก็มีลักษณะและรูปแบบการนำเสนอบทเรียนที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการออกแบบใช้งานกับผู้เรียน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือความพึงพอใจของผู้เรียน เพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิทางการศึกษานั้นเอง

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

             สำหรับการเรียนการสอน หรือในด้านการศึกษาเป็นที่ยอมรับกันถึงประโยชน์ ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้มากมายดังนี้

             คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนอ่อนสามารถใช้เวลานอกเวลา เรียนในการฝึกฝนทักษะและเพิ่มเติมความรู้เพื่อที่จะปรับปรุงการเรียนของตนให้ทัน ผู้เรียนอื่นได้ดังนั้นผู้สอนจึงสามารถนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ในการสอนซ่อมเสริม หรือสอนทบทวนการสอนปกติใช้ชั้นเรียนได้ โดยที่ผู้สอนไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการสอนซ้ำกับผู้เรียนที่ตามไม่ทัน อีกทั้งผู้เรียนสามารถนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไป ใช้ในการเรียนด้วยตนเองในเวลา และสถานที่ซึ่งผู้เรียนสะดวก เช่นที่บ้าน ที่ทำงาน แทน การเข้าชั้นเรียนปกติและยังเลือกเรียนในเวลาที่ต้องการได้ด้วย และถ้าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้รับการออกแบบมาอย่างดีถูกต้องตามหลักการออกแบบ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็จะสามารถจูงใจผู้เรียนให้เกิดความกระตือรือร้น ที่จะเรียนและ สนุกสนานไปกับการเรียน (ถนอมพร เลาหจรัสแสง. 2541, หน้า 12)

คุณค่าทางการศึกษาของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

             คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการศึกษาแต่อย่างใด ได้มีความพยายามในการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรียนการสอนมานานแล้ว โดยสาเหตุที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้รับความนิยมและจะเป็นสื่อการศึกษาที่สำคัญต่อไปในอนาคต ก็เนื่องมาจากว่าสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถลดปัญหาทางต้านการศึกษาลงได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการสอนแบบตัวต่อตัวซึ่งในปัจจุบันมีอัตราส่วนระหว่างครูต่อนักเรียนที่สูงมาก ครูจึงไม่สามารถดูแลนักเรียนแบบตัวต่อตัวได้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึง เปรียบเสมือนทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยทดแทนการสอนในลักษณะนี้ได้ ซึ่งนับว่าเป็น รูปแบบการสอนที่ดีมาก เนื่องจากรูปแบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ทันที นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังสามารถแก้ปัญหาเรื่อง ภูมิหลังต่างกันของผู้เรียน เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนย่อมที่จะมีพื้นฐานความรู้ซึ่งแตกต่างกันออกไป คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะช่วยให้ผู้เรียนไต้ศึกษาตามความชอบของตนเอง โดยการเลือกรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมกับตนเองได้หรือปัญหาการขาดแคลนเวลาที่ผู้สอนมักประสบกับปัญหาการมีเวลาในการทำงานไม่เพียงพอ ซึ่งคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถช่วยให้ผู้สอนลดเวลาที่ต้องใช้กับนักเรียนได้โดยให้เรียนด้วยตัวเอง หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญสำหรับสถานศึกษาที่อยู่ห่างไกลในชนบทมักจะประสบปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน ดังนั้นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงเป็นทางออกให้ผู้เรียนได้ โดยทำการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวเป็นสื่อการสอน หรือสร้างสื่อคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนจำนวนมาก ๆ แล้วส่งไปให้ผู้เรียนได้แทนที่จะต้องเดินทางไปเอง อีกทั้งยังได้ คุณภาพที่เหมือนกันในทุกที่ด้วย (ถนอมพร เลาหจรัสแสง, 2541, หน้า 13-14)

ข้อดีและข้อจำกัดของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

             คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนันเป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งนับวันจะมีบทบาทมากขึ้นใน วงการศึกษาเนื่องจากคุณสมบัติและลักษณะพิเศษ ที่สามารถเอื้ออำนวยในการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็เป็นเช่นเดียวกับสื่อประเภทอื่น ๆ ที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียในการใช้งานดังนี้
             ข้อดี จากการที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นเทคโนโลยีใหม่ อีกทั้งแนวโน้มที่เครื่องคอมพิวเตอร์และตัวสื่อที่เป็นซอฟท์แวร์มีราคาถูกลง ผู้เรียนจึงมีโอกาสไค้ใช้มากขึ้น ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะได้ประสบการณ์ใหม่ เป็นการกระตุ้นและเพิ่มแรงจูงใจให้แก่ผู้เรียนไค้เป็นอย่างดี อีกทั้งคุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ในการแสดงเสียง ภาพ ตลอดจนข้อความที่เคลื่อนไหว ทำให้มีความเหมือนจริงมากขึ้น โดยที่สื่อชนิดอื่น ๆ เพียงชนิดเดียวไม่สามารถทำได้ การเสนอภาพ เสียงอักษร ในเรื่องต่าง ๆ พร้อมกันบน จอภาพเป็นการใช้มัลติมีเดียที่สร้างเสริมประสบการณ์ได้กว้างขวางครอบคลุมได้มากกว่าครู และยังสามารถบันทึกและตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียนและแสดงให้เห็นได้ทั้งในรูปของตัวอักษร ภาพ และแผนภูมิ เป็นการประเมินผลของผู้เรียนตลอดเวลา ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำนายและชี้แนวโน้มของระดับการเรียน หรือความสามารถของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่างดี ตอบสนองปรัชญาการเรียนการสอนเป็นรายบุคคล โดยผู้เรียนช้าก็สามารถเรียนได้หรือผู้เรียนอ่อนก็สามารถลองผิดลองถูกได้ตามความเร็วของแต่ละคน โดยไม่ต้องมีความรู้สึกมีปมด้อยกับเพื่อน เพราะคอมพิวเตอร์จะสนองตอบรายบุคคลได้เป็นอย่างดี อีกทั้งคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรม และเพิ่มเติมขยายได้อย่างรวดเร็วทำให้สามารถปรับปรุงบทเรียนให้ทันสมัยกับเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี ทำให้บทบาทของครูจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการช่วยเหลือ ผู้เรียนที่เรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทบาทของครูจะเปลี่ยนไปทำให้ครูมีเวลาใน การติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคนได้มากขึ้น อีกทั้งคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะช่วยสร้างเสริมให้ผู้เรียนมีเหตุผล และมีความคิดที่เป็น logical เพราะการโต้ตอบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้เรียนจะต้องทำอย่างมีขั้นตอน มีระเบียบและเหตุผลพอสมควร เป็นการฝึกลักษณะนิสัยที่ดีจัดเป็นหลักสูตรที่ซ้อนเร้น โดยที่สามารถ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนได้ (ฤทธิชัย อ่อนมั่ง, 2537, หน้า 7-8)

             ข้อจำกัด ถึงแม้ว่าราคาเครื่องคอมพิวเตอร์และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการ ใช้คอมพิวเตอร์จะถูกลงแล้วก็ตาม แต่การนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในสถานศึกษาบางแห่งอาจจะต้องคิดให้รอบคอบเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษา โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในปัจจุบันยังมีอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในด้านอื่น ๆ ทำให้ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้เรียนในวิชาต่าง ๆ อีกทั้งการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีคุณภาพยังต้องอาศัยเวลา และสติปัญญา ความรู้ ความสามารถในต้านต่าง ๆ มากมาย ซึ่งนอกจากจะต้องเชี่ยวชาญต้านเนื้อหาแล้ว ยังต้อง มีความรู้ด้านจิตวิทยาการนำเสนอ การออกแบบภาพ การเขียนโปรแกรมเป็นต้น ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากขึ้น และเป็นไปไต้ยากที่จะทำไต้สำเร็จในคนเดียว นอกจากนั้นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นการวางโปรแกรมบทเรียนไว้ล่วงหน้าจึง มีลำดับขั้นตอนในการสอนทุกอย่างตามที่วางไว้ดังนั้นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงไม่สามารถช่วยในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนไต้โดยผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ บางคนอาจจะไม่ชอบโปรแกรมที่เรียบตามขั้นตอน ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคในการเรียนได้ (ฤทธิชัย อ่อนมั่ง, 2537, หน้า 8) และที่สำคัญการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนอาจทำให้ การมีปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน หรือผู้เรียนกับผู้เรียนลดลงได้ โดยหันไปมีปฎิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์แทน ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาอื่นตามมาได้

อุปสรรคในการพัฒนาสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

             จากประสบการณ์ของผู้วิจัยที่ทำงานด้านการผลิตสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น ระยะเวลากว่า  8 ปี พบว่ามีปั้ญหาอุปสรรคบางประการทำให้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในเมืองไทยไม่พัฒนาเท่าที่ควรสาเหตุมาจากการลงทุนด้านซอฟต์แวร์(software) การผลิตสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนน้อยมากทั้งทางด้านภาครัฐและเอกชน เมื่อเทียบกับการลงทุน ด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ (hardware) ที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ รวมถึงระบบเครือข่าย ทำให้ไม่เพียงพอในการพัฒนาสื่อคอมพิวเตอร์ให้ได้รูปแบบมีประสิทธิภาพสูงสุดกับกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งผู้ผลิตสื่อไม่มีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงความชำนาญในการผลิตสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มีคุณภาพได้และผู้เชียวชาญด้าน เนื้อหาส่วนใหญ่มีรายได้จากการเดินสายบรรยายตามสถานที่ต่างๆทำให้มีความคิดที่ค่อนข้างลบกับการผลิตสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพราะกลัวว่าสื่อดังกล่าวจะเป็นคู่แข่ง หรือมาทดแทน อาจทำให้ตนเองลดความสำคัญลงและอาจมีรายได้ลดลงหรือตกงานได้ในที่สุด จึงไม่สนับสนุนให้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเกิดขึ้น

สรุปหลักการสร้างสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

             สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะใช้ได้ผลดีหรือไม่ ปัจจัยหนึ่งก็คือตัวสื่อเองด้วยว่าได้ ถูกออกแบบมาอย่างถูกต้องตามหลักวิชา และตรงกับกลุ่มเป้าหมายหรือเปล่าด้วย ซึ่งสื่อที่ดีควรจะมีกิจกรรมที่หลากหลาย เหมาะสมกับความแตกต่างของผู้เรียน มีกิจกรรมที่ผู้เรียนมีปฎิสัมพันธ์กับบทเรียน เพราะการมีปฎิสัมพันธ์มีส่วนทำให้เกิดการเรียนรู้ ควรสร้างสื่อให้เร้าใจด้วยข้อความ ภาพ กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง ให้เหมาะสมกับเนื้อหาเพื่อจูงใจเมื่อทำถูกเช่น ให้รางวัล คำชม เสียงปรบมือ ให้คำอธิบายเมื่อทำไม่ถูก มีการ เสริมแรงจูงใจทั้งทางบวกและทางลบในการใช้สื่อเพื่อให้เป็นแรงกระตุ้น มีการแบ่ง เนื้อหาเป็นย่อย ๆ เรียงตามลำดับจากง่ายไปสู่ยาก ถ่ายโอนการเรียนรู้เป็นลำดับอย่างเป็น ระบบระเบียบ เพราะความเป็นระบบ ระเบียบจะช่วยให้ผู้เรียนจำได้นานและนำไป ปฏิบัติได้ควรออกแบบให้ผลย้อนกลับทันทีเพื่อเป็นการเสริมแรงและสร้างความพึงพอใจ ให้ผู้เรียนเลือกเรียนได้ตามความสนใจ ความถนัด สติปัญญา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันสามารถเรียนรู้ได้ควรมีกิจกรรมที่ท้าทายเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้ อยากเห็น พยายามให้มีแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ฝึกบ่อย ๆ และการทำซ้ำ ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนจำได้นานและนำไปปฏิบัติจริงได้ และควรมีบทสรุปอย่างเป็นระบบ เพราะการทำให้เป็นระบบระเบียบทำให้ผู้เรียนจำได้ รวมไปถึงให้มีการประเมินผลให้ผู้เรียนรู้ผลทันทีและสามารถจัดลำดับของผู้เรียนเพื่อให้เกิดความท้าทายเหมือนเกม (ฤทธิชัย อ่อนมั่ง,2537,หน้า 25)

บรรณานุกรม

มนต์ชัย เทียนทอง. (2545). การออกแบบและพัฒนาคอร์สแวร์สำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน. กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ผลิตตำราเรียนสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ.

ถนอมพร เลาหจรัสแสง. (2541). คอมพิวเตอร์ช่วยสอน. กรุงเทพมหานคร: วงกมลโพรดักชัน.

ฤทธิชัย อ่อนมั่ง. (2537). การออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

สุรเชษฐ์ เวชชพิทักษ์. (2546). การพัฒนาสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและเว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.


ที่มา http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=3615.0

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

10 เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก

         นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส จัดอันดับ 10 เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก โดยดูที่ระดับสารแอนติออกซิแดนต์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระ          ปัจจุบันมีเครื่องดื่มหลายชนิดอ้างว่า ใส่สารอนุมูลอิสระไว้ แต่หลายคนไม่ทราบว่าสารนี้คืออะไรกันแน่ สำหรับสารต้านอนุมูลอิสระ มีประ โยชน์เนื่องมาจากในขบวนการปฏิกิริยาชีวเคมี ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย จะมีการขับของเสียที่ร่างกายได้รับ ได้แก่ ควันบุหรี่ แอลกอฮอล์ รังสียูวี เอกซเรย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอนุมูลอิสระ ที่มีอันตรายต่อเซลล์ในร่างกาย ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ภาวะข้อต่ออักเสบ ต้อกระจก และการเสื่อมของอวัยวะต่างๆ อนุมูลอิสระจะทำลายเนื้อเยื่อเซลล์ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของดีเอ็นเอ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการมีเซลล์มะเร็ง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่นำไปสู่ขบวนการเกิดโรคมะเร็ง

          สำหรับ 10 อันดับเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มากที่สุด คือ
1. น้ำทับทิม
2. ไวน์แดง
3. น้ำองุ่นคอนคอร์ด
4. น้ำบลูเบอร์รี่
5. น้ำแบล็กเชอร์รี่                                        
6. น้ำอะซาอี
7. น้ำแครนเบอร์รี่
8. น้ำส้ม
9. น้ำชา
10. น้ำแอปเปิ้ล - ปราฟดา






ที่มา http://www.teenrama.com/around/f_old_around520.html